2007/Jul/18

เนื่องด้วยเมื่อคืนกลับมาถึงหมดแรงแบบเกลี้ยงสนิท ชาๆ ไปทั้งตัวก็เลยต้องขอนอนพักก่อน ^^; ขอเล่าย้อนแทนละกันน้า

วันที่ 11 กรกฎาคม 2007


คิดมากทั้งวันเรื่องทรงผมกะแต่งหน้า รวมทั้งกังวลเรื่องเวลา สารพัดจะกลุ้มจนหน้าหมองคล้ำ…

วันที่ 12 กรกฎาคม 2007


ออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้อเครื่องสำอางค์ (ที่เกิดมาไม่เคยคิดจะซื้อมาก่อน) เสียไปจนกระเป๋าตังฟีบ แบนเรียบจนกระทั้งมีเสียง “ปุ..ฟู่ว…” ลอดออกมาจากช่องเก็บตัง T-T) หลังจากนั้นก็แวะไปยินดีกับเพื่อนๆ
ที่รับปริญญาในวันนี้ แต่เสียดายที่สัญญาณโทรศัพท์มือถือแถวนั้น แอบล่ม ทำให้ติดต่อและทำอะไรลำบาก
อากาศก็ร้อนอย่างรุนแรง แต่รวมๆ สุดท้ายก็สนุกดี ทำให้คลายความตื่นเต้นไปได้เหมือนกัน พอได้เห็นเพื่อนๆ

พอกลับถึงบ้านจึงมาลองหัดแต่งหน้าดู (ครั้งแรกในชีวิต มือเงี้ยสั่นเลยนะ แถมแต่งไปขำไปอีก555+)
ก็ค่อยๆลองแต่ง ผลคือออกมามั่วมาก แต่ก็ใช้สัญชาตญาณ (ที่ควรมี) ทำออกมาได้ดีพอสมควร เพราะแต่งค่อนข้าง
อ่อนทำให้ไม่ออกมาสยดสยอง จึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แต่ก็ยังแอบกังวลอยู่ดีในหลายๆอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง ผม หน้าและตอนขึ้นไปรับ (จะพลาดไม๊เรา…) สุดท้ายเลยรีบไปนอนพักให้มากที่สุดเท่าที่ำทำได้ แต่ก็นอนไม่หลับอีก
เพราะความกังวลทำให้หลับไปแบบไม่สนิทเลย เหมือนรู้สึกตัวตลอดเวลาจนกระทั่งเช้า = =

วันที่ 13 กรกฎาคม 2007



 

ช่วงเช้าตรู่ (ย้ำกว่าเช้ามาก) ก่อนเข้าไปมหาลัย หรือจะเรียกได้ว่า ช่วงเตรียมตัว (intro) อิอิ :

ตื่นขึ้นมาอย่างสดใส (ทางจิตใจนะแต่หน้าแบบ โทรมกว่านี้ได้อีก เพราะกว่าจะหลับสนิท มัวแต่กังวลอย่างทรมาณ ดังนั้นการตื่นได้สักที จึงรู้สึกดีกว่าม๊าาากมาก) ก็อาบน้ำด้วยสบู่กลิ่นเปลือกส้มกับ
ยาสระผมกลิ่น ส้มๆ Citrus เป็นกลิ่นประเภทผลไม้มีรสเปรี้ยวนั้นแหละ ดังนั้นวันนี้จึงหอมแต่กลิ่น Citrus
ที่แสนสดชื่นทั้งตัว (เพราะตามหลัง Aroma แล้วกลิ่น Citrus จะทำให้เรารู้สึกแจ่มใส ตื่นตัวตลอดเวลา)
…….. แอบศึกษามาเพื่องานนี้ 55555+

Citrus <- ผลไม้ในกลิ่นแนว Citrus

เมื่อลุกขึ้นมาได้ ก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวด่วน มาช้าก็ตรงใส่ถุงน่อง … ทำไม๊ ทำไมนะมันทุลักทุเลแบบนี้ (555+)
แถมใส่แล้ว ยังรู้สึกแปลกๆ ชอบกล - -* แต่ตอนนั้นคิดอะไรไม่ค่อยออกเพราะ ลิสกิจกรรม(อันบีบคั้นใจ)
ที่ต้องทำนั้น …ยังแน่นขนัดอยู่ในหัวสมองทุกซีก T-T

พอแต่งตัวเก็บของเสร็จ (เห็นแบบนี้เขียนเป็นรายการที่ต้องทำไว้บนกระดาษเลยน๊ะ กันพลาดๆ) ก็รีบออก
ไปร้านทำผมแถวบ้านกับพ่อแม่ พอไปถึงร้านหน้านี่แบบ - * - อือหือ (จะว่าไก่ต้มก็ไม่นะ ยังมีสีที่แก้มกะปาก และวงดำที่ใ้ต้ถุงตา เอิ๊กๆ) แต่มันโทรมๆ บอกไม่ถูกอ๊ะ !! ระหว่างที่ช่างทำผมให้ ก็ปล่อยให้แม่เป็นคนเลือกสรร
ทรงผมที่ดีที่สุดให้รับกะหน้าแพนด้าอย่างเรา ส่วนตัวเองนั้นก็มือเป็นระวิง เพราะ(แต่งหน้าเป็นรอบที่สองด้วย
ตนเองเป็นครั้งแรก) แต่งไปแต่งมา ออกมาสุดท้ายก็โอจนได้ แล้วผมก็เสร็จไปในเวลาไล่เลี่ยกัน

รู้สึกว่าผมทรงนี้ำพ่อกับแม่จะชอบมากมายเลย และคนก็ชอบกันเยอะมาก เห็นชมกันหลายคนจริงๆ แต่…
ตัวเราเองยังไม่ได้เห็นชัดเท่าไรเลยว่ามันเป็นยังไงกันแน่ ที่รู้ก็คือ มันแข็งเพราะเสปรย์ มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
นึกว่ามีพลาสติกแปะบนหัว 5555+ อ่ะน้า แต่ออกมาสวยก็พอใจแล้วละกัน

ด้วยความที่กลัวจะแต่งหน้าไม่ดี (เพราะแต่งเอง) เลยเผลอเอากระจกบานใหญ่มา เป็นกระจกพิเศษที่มันจะ
ขยายหน้าเราไปด้วย (ซูมอย่างชัดอ่ะ เห็นทุกซอกขนบนใบหน้าเลย) พอหยิบขึ้นมาระหว่างจะเดินทางไป
ที่มหาลัย คนก็มองกันเต็มเพราะมันบานใหญ่เกินพกพา โอ้ยยย นึกแล้วยังอายอยู่ - -* แต่ตอนนั้นหน้ามันด้าน
เพราะมัวแต่ห่วงว่าจะออกมาดีรึเปล่าเท่านั้นนี่น๊า

ช่วงเช้าเมื่อไปถึงมหาลัย :

คนเริ่มมากันเยอะพอสมควรแล้ว เมื่อไปถึงที่มหาลัย…
โอ้พระเจ้าขนาดแค่ 8 โมงเช้า คนก็ดาษดื่นกันเต็มแล้ว ถ่ายรูปกันวุ่นวายพอสมควร ตอนนั้นตากล้องผู้น่ารัก
ของเรายังเดินทางอยู่ ก็เลยถ่ายนั้นนี่ไปพลางๆ ก่อน ซึ่งตอนนั้นสบายใจแล้ว เพราะผมและหน้าก็ออกมาโอเค
แม้…(จะขาดความมั่นใจมากๆ อยู่) แต่ครอบครัวก็ทะยอยมากัน พี่เลี้ยงที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิดเค้าก็อุตส่าห์
ทำดอกไม้ให้ ซึ่งสวยมากๆ แต่ก็หนักมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังจะถือเอาไว้นั้นแหละ จนสุดท้ายเมื่อตากล้องน่ารัก
มาถึงแถมยังซื้อของมาแสดงความยินดีด้วยอีกต่างหาก T-T ซึ้งเหลือหลาย เพราะตั้งใจถ่ายให้เรา
กับครอบครัวและเพื่อนๆ เป็นอย่างดีและทุ่มเทมาก แม้ในวันวุ่นวายแบบนี้

พอเพื่อนๆ เริ่มทยอยมากัน ความสนุกก็เพิ่มมากขึ้น รุ่นน้องมาเชียร์เพื่อขอตังค์ (ตามอย่างที่เราเคยทำมาก่อน)
แต่สนุกมากเลยเพราะทำให้นึกถึงเมื่อตอนที่เคยเข้ามาใหม่ๆ ทุกอย่างนั้นดูไม่เปลี่ยนแปลง แต่เวลานี่สิน้า
ทำไมมันถึงเร็วแบบนี้ จำได้ว่าพึ่งเข้ามาปี 1 ตอนนี้ก็จะจบออกไปซะแล้ว… พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกเศร้ายังไงไม่รู้
ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น เหมือนมันดับไปอย่างรวดเร็วจนตัวเรานั้นตามแทบไม่ทัน ถึงอย่างไร เราก็จะจดจำช่วง
เวลาที่เข้ามาในมหาลัย และได้อยู่ในคณะนี้ตั้งแต่ ปี 1 ถึงปี 4 เอาไว้ตลอดไปอยู่แล้ว แม้จะเกิดทั้งเรื่องร้ายและ
ดีปะปนกัน ทุกอย่างมันก็น่าจดจำเอาไว้จริงๆ … ^^

เมื่อถ่ายไปถ่ายมาสุดท้ายหน้าก็ค่อยๆละลาย แต่น้ามันก็ดูเป็นธรรมชาติดีหรอก 555+ (หน้าติดออร่า) มันได้
ความมีชีวิตชีวากว่ามัวแต่มานั่งเนี้ยบๆ วันจบมหาลัยทั้งที ความสนุกในเวลานี้มันเป็นอะไรที่สำคัญกว่าความ
สวยอยู่แล้วนี่ ^0^ ก็เลยบ้าอย่างหนัก ได้ทำท่าตลกๆ กับเพื่อนๆ แล้วก็ยังได้เต้นกับน้องๆ เพราะเป็นเพลง
เชียร์ที่เคยเต้นมาก่อนสมัยปี 1 (แต่อายสุดขีดจริงๆ) ตอนที่เต้นนี่ก็ยังสบายมากมายเพราะเท้านี่ไม่เจ็บเลย
โอยย… ยิ่งใส่ถุงน่องแล้วสบายมาก ไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะว่ามันไม่กัดแล้ว…

……..แต่ทว่า…… พอทั้งเต้นทั้งเดินยืน ไม่ได้หยุดเลย….
ไอ้ที่ว่าเคย “โอยสบายมาก” แอบสูญสลายหายไปในพริบตา… !! พอเวลาผ่านมาถึงช่วง 11 โมงปุ้บ…
อันเป็นเวลาที่ต้องเตรียมตัวไปเข้าหอประชุม.. มันก็เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงขึ้นมา รวมทั้งเจ็บและมีแผล
ถลอกที่เิกิดจากทั้งการบีบ เสียดสี ภายใต้เท้าในถุงน่อง ( อ๊าาาาาาา เจ็บมากๆ แต่มันชามากกว่า) ตอนนั้น
ก็เริ่มยิ้มไม่ออกแต่ก้อพยายามจะยิ้มนะ 555+ แล้วก็กัดฟันเดินไปมาในรองเท้าคู่นั้น (ไหนๆ วันนี้ทั้งทีใส่ให้
มันเต็มที่เลยละกัน - -+) …………..แต่ปวดจริงๆ ไม่อยากจะบอกซ้ำ แต่ปวดมากกกกกกกกกกกก T-T
ก็กลัวทุกคนเป็นห่วงทั้งครอบครัว ตากล้อง และเพื่อนๆ ต้องทำเนียนๆ แบบว่า “โอ้ะ ไม่เป็นไรๆ”

ก่อนที่จะได้เข้าหอประชุมนั้น กำหนดการจะเลิกประมาณ บ่าย 4 โมงครึ่ง ซึ่งเราก็เป็นคนที่เครียดหรือตื่นเต้น
แล้วจะมีอาการปวดท้องกระเพาะ ก็เลยตัดสินใจไม่กินอะไรเข้าไปดีกว่า แถมกินไม่ลงอีกเพราะยังกังวลตลอด
เลยกินนมจืดเข้าไปแค่ 1 กล่อง แล้วก็ไปเข้าหอประชุมเลย

ช่วงบ่ายเมื่ออยู่ในหอประชุม :

คงไม่มีอะไรจะปวดไปกว่านี้แล้ว………….. บอกตรงๆเลย ขอเปิดเผยกับทุกคนที่ได้พบเราในวันนั้นด้วย
ความจริงแล้วเราปวดมากๆ แล้วก็ปวดมากๆๆๆๆ มันระบมเท้ามากเลย (สมน้ำหน้าตัวเอง อยากไปเต้นเอง
แล้วก็ยังไม่ยอมพักอีกเดินไปเดินมาหลายชม.ติดต่อกัน T-T งี้ดดด…)

ตอนเดินขึ้นบันไดไปก็ยังเ็จ็บมาก ต้องกัดฟันเดินขึ้นบันไดและเดินเข้าไปเรื่อยๆ ถึงที่นั่ง ซึ่งต้องใช้ความอดทน
อย่างสูงที่จะเดินเจ็บๆ อย่างนั้นไป = =;;; แล้วพอได้นั่งทุกอย่างที่คิดว่าจะสบายดันยิ่งสาหัส เพราะว่าพอถอด
รองเท้าออกมาแล้ว มันยิ่งระบมกว่าเก่า ปวดจนแทบเท้าระเบิด (555+) แถมยังเหนื่อยอีก เพราะเหงื่อออกมาก
ตื่นเช้าแล้วก็ยังไม่ได้กินไร แล้วมานั่งในห้องแอร์เย็นๆ มันรู้สึกปั่นป่วนชอบกลอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะกังวล
แล้วก็เกิดอาการโหยขึ้นมา ทั้งยังล้าอีก แต่ก็สบายใจ เมื่อได้นั่งพักจริงๆ ทุกคนที่เข้าไปพร้อมๆ กันก็คงเหนื่อย
มากเพราะ นั่งสักพักระหว่างที่รอเวลาให้พระเทพฯ เสด็จมาถึง ทุกคนก็หลับกันน้ำลายยืด คอหัก คอพับหมด
แต่ตัวเราเองนั้นไม่สามารถหลับได้ ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นมากจนหลับ ไม่ได้หรือกลัวตัวเองจะตื่นมาแล้วสติหลุด
แน่เลยๆ แล้วจะไปโก๊ะบนเวทีในวันนี้คงไม่ดีนัก เลยได้แค่เพียงนั่งพักนิ่งๆ หลับตานิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

ระหว่างที่รอเวลาก็อยากเตรียมตัวให้ดีที่สุด เลยตัดสินใจเดินไปเข้าห้องน้ำ … ผลคือ แถวยาวเป็นเมตรเลย
โอยย… ยาวนานมากแล้วก็ยังต้องใส่รองเท้าคู่ปรับอีก ใส่ไปใส่มาเลยตัดสินใจถอดหิ้วระหว่างรอคิวซะ !!
พอได้เข้าห้องน้ำ ก็เข้าไปจริงๆ ไม่ได้ทำไรเลยนอกจากแต่งตัวให้เรียบร้อย ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเสร็จ ในขณะ
ที่ตอนรออ๊ะ……………….. เกือบจะ 20 นาทีได้มั้งนั่น (โอยยยยย…)

จนเวลาเริ่มใกล้มาถึง ตอนราวๆ บ่าย 2 ก็มีคณะประสานเสียงของมหาลัยมาร้องเพลง 5 เพลง ที่ซึ้งกินใจมาก
ก็คงเป็นเพลงที่ 2 ซึ่งเกี่ยวกับ “ต้องลาแล้ว… จามจุรี” ท่วงทำนองและโทนเสียงรวมถึงเนื้อเพลงนั้นแทงเข้าไป
ในใจมาก ตอนนั้นรู้สึกตัวเองที่ซึ่งเหนื่อยล้ามา มองไปที่คณะประสานเสียงตรงหน้าแล้วมันเบลอๆ คล้ายกับ
ภาพในความฝันหรือจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นมา… สาเหตุนี้เกิดจากสายตาคงล้ามากๆ แต่มันก็ดูเข้ากับเพลง
บรรยากาศในตอนนั้นเหลือเกิน… เหมือนความฝันเลยกับบทเพลงและความรู้สึกที่อยู่ตรงนั้น… ทุกอย่าง
คล้ายเป็นแค่ความฝัน ที่มีจริงตรงหน้า.. วันสำคัญในวันนี้ที่ทุกคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันสำคัญมาก สำหรับเรานั้น
แต่ก่อนเป็นเพียงแค่วันธรรมดาที่ไม่อะไรพิเศษ เพราะเราก็ทำได้ดีที่สุดแล้ว วันรับปริญญาเป็นเพียงวันที่
ให้ทุกคนได้รับรู้สิ่งที่เราทำสำเร็จมา …. แต่มันอาจจะเป็นความคิดที่ผิดก็ได้นะ ที่เราเคยเห็นว่ามันวันธรรมดา
เพราะที่สำคัญกว่านั้นคือ การได้พบกับเพื่อนๆ ทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่จะต้องแยกย้ายกันไป… และทุกคนที่
ตั้งใจมาแสดงความยินดีให้เรา แม้เพียงแค่ความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ หรือแค่เพียงคำพูดไม่กี่คำ สิ่งเหล่านั้นมัน
ทำให้เรารู้สึกซาบซึ้งและประทับใจมากๆจริง จนจะร้องไห้ออกมา.. …………………………..จริงๆนะ

วันนี้ครอบครัวและเพื่อนๆ ทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้า มันเป็นช่วงเวลาที่หน้าจดจำ ภาพถ่ายทั้งหมดเหล่านี้
ก็จะอยู่ในความทรงจำ บันทึกเรื่องราวในเวลาวันนี้ไม่ให้สูญหายไป แม้ว่าจะเกิดอะไรที่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

…. แหะๆ แอบนอกเรื่องไปเยอะเลย ^^; กลับมาต่อดีกว่าเนาะ

เมื่อพระเทพมาถึง จากที่รู้สึกกังวลและเบลอ ๆ ก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างมาก ท่านมีบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษมาก
คล้ายกับมีพลังแห่งความรู้สึกที่ดี เป็นคล้ายๆ แสงที่ส่องสว่างด้วยพระบารมี จนทำให้เราถึงกับยิ้มออกมา
เพราะตอนนั้นความรู้สึกกังวล ความเหนื่อยล้าได้หายไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ความรู้สึกที่ดี ดีมากๆ …

ไม่ทันไรพิธีก็เริ่มต้นขึ้น การมอบปริญญาบัตรนั้นรวดเร็วจริงๆ ใช้เวลาเพียงแค่ เกือบ 2 ชม. ก็ครบ 2000 กว่าคน
แต่ตอนที่แถวแต่ละแถว ค่อยๆ ลุกออกไปจนกระทั่งมาถึงแถวหน้าสุดของเรา หัวใจตอนนั้นก็เต้นรัวขึ้นมา
“… ตึก ตึก ตึก ๆ ” แถมมือที่เคยอุ่นๆ ร้อนๆ จากการถือของที่ได้รับมาตลอดนั้น ก็ค่อยๆ เย็นและมีเหงื่อซึม
ออกมา แล้วก็รู้สึกใจลอยอย่างบอกไม่ถูก เพราะความกังวลที่จะผิดพลาดนั้น ทำให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ทันที

โชคดีซึ่งเป็นโชคร้ายของผู้อื่น ในวันนี้มีคนนึงพลาดล้มบนเวที ซึ่งเรารู้สึกสงสารเค้ามากๆ ที่เค้าคงก้าวผิดจังหวะและสะดุดรองเท้าส้นสูง แต่มันทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นว่า อย่างน้อยถ้าเราจะล้มจะกลิ้ง
ก็คงถือว่าทำเป็นเพื่อนเค้า ทำให้ความประหม่าที่กดดันตัวเองนั้นลดลงอย่างมากทีเดียว…

อยากบอกกับคุณพี่คนนั้นว่า “ขอบคุณมากนะคะ ทำให้หนูรู้สึกดีขึ้นมาก แต่ก็ขอโทษจริงๆนะคะ ที่การผิดพลาดของคุณพี่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้หนูรู้สึกกดดันน้อยลง T_T หวังว่าจะเข้าใจนะคะ”…

เมื่อมาถึงตัวเราที่ต้องยืนขึ้นและ…… ถอนสายบัว (ซึ่งฝึกมาตลอดเวลาที่มีโอกาส)
ใจที่เต้นรัวกลับหยุดนิ่งไป เสียงและภาพทุกอย่างที่อยู่บริเวณนั้น เหมือนถูกทำให้มันบิดเบือนและกลาย
เป็นเพียงภาพประกอบความคิดในขณะนั้นแทน…
เมื่อเดินไปถึงตำแหน่งที่จะเลี้ยวขึ้นไปบนเวที ก็พบปัญหาใหม่ทันใด เพราะว่า…………………….!!!!!
ตอนที่เข้าห้องน้ำไป ด้วยเหตุที่กลัวว่าเสื้อจะหลุดออกมา ก็เลยเอาถุงน่องที่ใส่ครึ่งตัวนั้นแหละ
ยัดชายเสื้อลงไปอย่างแน่นหนา แต